โลกกลับตละปัตร

posted on 25 Nov 2007 12:11 by pipat2000

เมื่อวาน เพื่อนมาเยี่ยม ก็เรยหาอะไรทานกัน ตามประสาเพื่อนเลิฟ

คุยกันเกี่ยวกับธุรกิจ เพื่อนท่านเห็นว่า กำไรที่ได้จากการผลิตสินค้า เอ็นด์โปรดักส์ ไม่มีแล้ว ทำไปทำมา มีแต่สินค้าที่เป็นวัตถุดิบที่ทำกำไรสูงสุด ปลายทางสินค้าผลิตออกมามีแตขาดทุน

ยกตัวอย่าง ตู้เย็นที่ราคานิ่งมากๆ มาหลายปีแล้ว ราคา 4 พัน 5 พันเนี่ย ขณะที่วัตถุดิบ ต้นทุนขึ้น พรวดพราด 2 เท่า 3 เท่า เค๊าไม่มีกำไรอะไรเหลือเเร้ว แต่พวกคนทำอะไหล่ ยังพออยู่ได้ ส่วนที่ คนขายทองแดง เหล็ก ต้นทางรวย และคนทำเหมือง รวยมากๆยิ่งขึ้น

พวกวัตถุดิบ อย่างเหล็ก ทองแดง ตะกั่ว ทองคำ อลูมิเนียม สังกะสี นํ้ามันดิบ คนให้สัมปทาน หรือคนทำเหมือง รวยเอารวยเอา แต่พวกผลิตสินค้าสำเร็จรูป แค่ค่าขนส่ง ก็บักโกรกแล้ว

แม้แต่แสครป scrap(เศษเหล็กที่เหลือจากการขึ้นรูป) ก็มีมูลค่าอย่างกะทองคำ(ซื้อ-ขายไม่มาก ปีละ 600 ล้านเท่านั้นเอง<---แค่กลุ่มบริษัทของมานกลุ่มบริษัทเดียวนะเนี่ย)

แน่นอน ทุกอย่างต้องมีการยกเว้น อย่างสินค้าที่มีการผูกขาด อย่างรถยนต์ ที่กระบะเมืองไทย ที่ทำกำไรมหาศาล ในทุกชิ้นส่วน เอาง่ายๆ ญี่ปุ่นขายแสน ไทยขายล้าน เมืองเศรษฐีจริงๆ มิน่าญี่ปุ่นถึงได้รวยเอาๆ ขนาดเอากำไรที่ได้จากเมืองไทย ไปพยุงบริษัทแม่ที่ขาดทุนยุ่นตี้ได้ คนญี่ปุ่นเพิ่งจบ เงินเดือนๆละแสน ซื้อรถคันแรก แสนสองแสน แต่บัณฑิตไทยจบรับเกือบหมื่น ซื้อรถคนเหยียบครึ่งล้าน ทำงานผ่อนใช้กันหัวโต

ที่อเมริกา อะไรที่ไม่ค่อยใช้โนว์ฮาวมาก จะต้องมีการควบรวมกันให้มากที่สุด เพื่อลดการแข่งขัน ระหว่างบริษัทและสามารถรับออร์เดอร์ได้ ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ อย่างเครื่องยนต์เรือ ที่มีแค่ 2-3 บริษัทเท่านั้น ทำตั้งแต่เครื่องติดท้าย เต้นท์ จนถึงเครื่องเรือเดินสมุทร

สินค้านี่แปลกอยู่อย่าง มูลค่าเพิ่มในสินค้า อาจบวกนู้บวกนี่ แต่เมื่อนานๆไป 5 ปี 10 ปี สินค้าตัวนั้น ค่าโนว์ฮาวแทบเป็นศูนย์ เหลือแต่ค่าแรง กับค่าขนส่ง

 

ทีนี้วันนี้ ปีนี้ ประเทศที่โดดเด่น รํ่ารวย ก็จะกลับมาเป็นพวกที่ส่งออกวัตถุดิบ อย่างออสซี่ รัสเซีย ประเทศตะวันออกกลาง อาฟริกาใต้ กระประเทศมี่สามารถ เข้าไปสัมปทาน เอาวัตถุดิบเหล่านั้นออกมาได้ เศษกำไร ค่อยตกไปถึงประเทศผู้ผลิตชิ้นส่วน และที่ขาดทุนบักโกรก คือ ประเทศผู้ผลิตสินค้า ที่ต้องต่อสู้ ตัดกำไรกันยิบตา เป็นงงกันไปเรย

เสือกระโดด-2

posted on 14 Nov 2007 11:38 by pipat2000

การก๊อปปี้ ไม่ใช่เรื่องไม่ดี แบบที่อเมริกัน ทำให้เราต้องคิดตาม

ในแวดวงอุตสาหกรรม การก็อปปี้ เป็นสิ่งที่ต้องทำ เป็นอันดับหนึ่ง มีเครื่องจักร เครื่องหนึ่ง มีแบบพิมพ์เขียวอันหนึ่ง ก็ต้องผลิตของ จำนวนมากที่สุดที่สามารถทำได้ ให้คุ้มทุน หรือเรียกว่า Economic of scale เพียงแต่การก็อปปี้ จะไม่ทำให้เป็นหนึ่งได้เท่านั้น

ในแวดวงการทหาร และอุตสาหกรรม การสอดแนม หรือ การพัฒนาอาวุธที่เหนือกว่า มักใช้การจารกรรม เพื่อหาต้นแบบ เอาโปรดักส์นั้นมาทดสอบ แยกชิ้นส่วน ทำ Reverse-engineering เพื่อหาวิธีการคิด ออกแบบ ทำผลที่ได้มาเปรียบเทียบต่อไป

ญี่ปุ่น เวลาเค๊าซื้อ F-15 Eagle เค๊าซื้อ 72 เครื่อง จะเอาสำเร็จรูปแค่ 2 เครื่อง ที่เหลือ ตั้งโรงงานประกอบเอง แค่นี้เทคโนโลยี่ทั้งหลาย ของมะกัน ก็ไม่รอดญี่ปุ่นไปได้ การที่จะทำให้รอดได้ นั่นคือ ไม่ขายรุ่นใหม่ล่าสุดให้ก็เท่านั้นเอง อันนี้เป็นที่จนปัญญา นักก็อปปี้

เทคโนโลยี่ ที่มะกันนำหน้ามากๆ ไม่ขายให้ใคร ก็เห็นจะเป็น เครื่องยนต์ แครมเจ็ต ScramJet ระบบเตือนภัยทางอากาศ ระบบดาวเทียมสอดแนม ด้วยกล้องกำลังขยายสูง ตามเป้าหมายด้วยรหัสความร้อน และแยกแยะคลื่นใต้นํ้า เกราะปฏิกริยา ชิ้นส่วนคอมโพสิต สารเคลือบลดการสะท้อนคลื่นเรด้าร์ เป็นต้น เทคโนโลยี่ทางด้านการทหาร มีมูลค่าสูงกว่าตัวอาวุธสำเร็จ แบบประมาณค่าไม่ได้เรย

อย่างจีเอ็มโอเป็นเทคโนโลยี่ด้านการตัดต่อพันธุกรรม ที่อำนวยต่อการจดสิทธิบัตรมาก เนื่องด้วยมันสามารถสืบสาวเอาต้นตอยีนส์ พันธุกรรม ที่บริษัทคิดค้น ใส่เข้าไป เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของ เพื่อฟ้องร้องผู้นำไปใช้โดยไม่ขออนุญาติ เริ่มแรกก็อาจจะแจกฟรี แก่เกษตรกรทั่วโลก ด้วยความที่มันโตเร็ว โรคไม่มี ให้ผลผลิตเยอะ จึงเป็นความคิดที่จะครอบครองโลกอย่างน่าที่ง ของบริษัทอเมริกัน

 

การจะเป็นเจ้าโลก นอกจากจะต้องคิดค้นนวตกรรมเป็นของตัวเองแล้ว ยังสามารถทำได้โดยการซื้อ แต่ซื้ออย่างไร ให้คุ้มค่า มาว่ากันคราวหน้านิ