คิดทุกอย่างที่เขียน
posted on 09 Aug 2005 11:53 by pipat2000เขียนบางอย่างที่อยู่ในห้วงคำนึง
บริบทปฏิรูปการศึกษา
อย่างแรกที่เป็นหัวใจ ที่นำตะวันตกมาชนตะวันออก
คือการให้เด็กได้คิด ได้ประสบการณ์ด้วยตัวเอง เป็นChild Center
ไม่ช่าย หากแต่เป็น
การสอนให้เด็กพึ่งพาตัวเองมาตั้งแต่เล็ก ไม่พึ่งพ่อแม่ หรือแม้แต่ครอบครัว
อันเป็นหลักการของอังกฤษและอเมริกันชนมานับร้อยๆปี
ค้นคว้าเอง ทำการบ้าน แต่งตัวเอง รับผิดชอบตัวเอง ค้นคว้าด้วยต้วเอง โรงเรียนให้อุปกรณ์ ครูให้แนวทาง เมื่อเด็กถาม ถ้าไม่ถามก็ไม่ได้คำตอบ
สิ่งที่จะนำเด็กไปสู่โลกแห่งความรับผิดชอบ โลกแห่งข้อมูล ก็ต้องการขีดจำกัดไม่ให้ไปในด้านเหลวไหล ด้วยระเบียบวินัยมาตรฐาน มีกฏเกณฑ์ ให้น้อยที่สุด แต่เข้มงวดในการปฏิบัติ
นอกนั้นปัญญาและความแจ่มใสใคร่รู้ จะเป็นเครื่องนำพาชีวิตที่ดีด้วย
สรุปว่าพื้นฐานที่ดี ต้อง
รู้ว่าต้องใช้อะไรบ้าง
หนึ่ง ในการลงมือทำ
ความเชื่อมั่นและมั่นใจหนึ่ง
-จะทำให้เด็กอยู่รอดและไปได้ดีในโลกปัจจุบันและอนาคต
-ส่งเสริมให้เด็กรู้จักคิด ลงมือทำ ด้วยการให้รางวัล
-ให้เด็กใช้เวลา ไม่ไปข้องแวะกับทางเสื่อมต่างๆ ก่อยวัยที่จะมีความคิด
ปลูกฝังค่านิยมที่ดี เป็นพื้นฐานที่ดี คือ
-เคารพในสิทธิของตนเอง
-ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด
-ช่วยเหลือพึ่งพาตนเองในทุกๆเรื่องก่อนขอความช่วยเหลือ
-มีระเบียบ วินัย
-ขยัน ค้นคว้า ทำงานหนัก
-รู้เรื่องที่จะทำแบบร้อยเปอร์เซนต์
-คิดลึก รอบคอบรอบด้าน และปรุโปร่ง อย่างคนที่มีเสรีภาพที่จะคิด
-จะมีประโยชน์อะไร ถ้ามีเสรีภาพที่จะคิด แต่ขาดเสรีภาพที่จะตัดสินใจ และลงมือทำ ติดที่ครู พ่อแม่ กฏระเบียบ
-มีที่ปรึกษาอย่างรู้จริง และเป็นมืออาชีพ มีหัวใจเป็นครู ชี้ทางให้เมื่อถูกร้องขอ
-เป็นที่มาของสังคมที่ให้เสรีภาพ ให้ความรับผิดชอบ ไม่มีเส้นสาย ให้โอกาสตัดสินใจ ลงมือทำ และเสียงสนับสนุนจากคนที่คุณรักที่สุด
เครื่องมือไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ต้องเน้น
ต้องมี เมื่อเด็กได้คิด ศึกษามาเยอะ เข้าใจถ่องแท้ถึงสิ่งที่ทำ ก็จะรู้องค์ประกอบที่ต้องการ และหาสิ่งนั้นมาเอง โดยมุ่งมั่นและทุ่มเท
ส่งเสริมให้เด็กรู้จักเชิดชู ยกย่องคนเก่ง กล้าคิด กล้าพูด และทำด้วยตัวเองจนประสบความสำเร็จ รํ่ารวย อย่างเช่น บิลล์ เกท
นี่เป็นสิ่งซึ่งมืออาชีพต้องมี รู้ทุกอย่างที่ควรรู้ เพิ่มประสิทธิภาพงานถ้าทำได้ ไปตามช่องทางที่ทำให้งานสำเร็จ
คนไทยในอเมริกา คนที่ไปเรียนต่อที่บอสตัน มักขับรถหรู คบแต่พวกคนไทยด้วยกัน คิดว่าพวกไอ้กันที่เรียนด้วย มันอิจฉา แต่เปล่าเลย มันสมเพท ที่ต้องเกาะพ่อแม่แบมือขอเงิน แล้วสมองก็ยังตัน ขาดความรับผิดชอบ อยู่ต่อ พอทำงานก็คงรับผิดชอบอะไรไม่ได้ เพราะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
ถ้าเราเริ่มปฏิรูปการศึกษาด้วยการจากเพิ่มเครื่องมือ อนาคตก็ต้องเพิ่มเครื่องมือวันยังคํ่า ซื้อเครื่องมืออย่าเดียว ไม่ทำให้คนเราเป็นที่หนึ่งในโลกได้หรอก ใครๆก็ซื้อได้ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเอามาทำอะไร
ถ้าเราถูกปิดกั้นเสรีภาพทางการตัดสินใจ เราจะกลายเป็นคนที่ลังเล ขี้อิจฉา งมงาย ขาดความคิดเป็นของตัวเอง ไม่กล้าที่จะต่าง ไม่กล้าที่จะฝัน ไม่กล้าที่จะเลือกแนวทาง กลายเป็นคนช่างประนีประนอม เอาวัตถุมาบังหน้า แข่งกัน ใครใหญ่ที่สุด แพงที่สุด ไม่สามารถเป็นหนึ่งได้ หรือเป็นมืออาชีพค่าตัวแพงได้ มีผลงานได้ ได้แต่ลอกเลียนแบบ หาเหตุผลมาประกอบการตัดสินใจที่ผ่านไปแล้ว เพื่อล้างความรู้สึกผิด ต้องอยู่ในโลกที่สร้างขึ้นเพื่อชมเชยกันเอง แบบอุปถัมภ์ และโลกก็วนเวียนกันอยู่อย่างนั้น เหมือนโลกเมตริกซ์ วนเวียนกับการอุปถัมภ์ ของกู พวกกู เพื่อนกู ลูกน้องกู ญาติกู เป็นเมียกูเถอะ คนอื่นดีกว่า อิจฉาเว้ย อยู่แค่นั้น
เด็กยุคนี้ถูกปิดกั้น ให้ไปแต่โรงเรียนยัดเยียด ก็เลยใฝ่คว้าหาทางออกไปกับโลกจินตนาการ การ์ตูน เกมส์ เซกส์ หาแฟน ใช้เงินพ่อแม่เที่ยวกลางคืน ติดยา ชดเชยเสรีภาพไปเลย
ครั้งหนึ่งสเปนเคยมีกองเรือใหญ่โต แต่ผู้ออกแบบเรือไม่ได้ความชอบใดๆ จึงพากันหนีไปอยู่อังกฤษ ที่ไม่สนชนชาติ แต่ให้ยกย่อง ให้ทรัพย์ ให้บรรดาศักดิ์สืบทอด ชั่วลูกหลาน อังกฤษจึงมีเรือที่ดีที่สุด เดินเรือเก่งที่สุด แทนกองเรือสเปนนับแต่บัดนั้น อังกฤษทั้งทำถูกแต่ก็ผิดที่ใช้ระบบอุปถัมภ์นานไป จนคนรุ่นหลังเกาะบรรดาศักดิ์ จนขาดนวตกรรมใหม่ๆไปในที่สุด จนอเมริกาขึ้นมาแทนไง
การปฏิรูปการศึกษานั้น ยังไม่พอสำหรับสังคมไทย ต้องปฏิรูปวัฒนธรรมไปด้วย สำหรับการอุปถัมภ์ กันในทางเศรษฐกิจ สังคมการเมือง การเลี้ยงดูลูกต้องตัดใจ ตัดทิ้งไปแบบถอนรากถอนโคน
พุทธทำไมล้มเหลวในสังคมไทย
ไทยได้ชื่อว่าวัฒนธรรมอ่อน แปลว่าของใคร ข้ารับหมด
อย่างเราเป็นพุทธหินยาน เถรวาทที่ยึดพระวัจนและพระวินัยของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก แต่ยังรับเอาความคิดทางมหายานเช่นการสร้างพระพุทธรูป เจดีย์ โบราณสถานขนาดใหญ่
รับเอาความเชื่อทางพราหมณ์ จากขอม เช่น เวทมนตร์ นำ้มนต์ คุณไสย ไสยศาสตร์ อภินิหาร เทพเทวดา หลายองค์ ยังมีการตีความตรงตัว เช่นบาปบุณ เวรกรรม และการเทศนาเน้นอภินิหาร เพื่อให้คนศรัทธาอย่างรวดเร็ว เน้นวิปัญณา เน้นสร้างพระเครื่อง อันนำไปสู่การบริจากให้วัดนั้นๆ
ซึ่งพอกหนาขึ้นเรื่อยๆ อันความเชื่อนอกศาสนา มีเพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้ห้าม แต่ท่านให้รู้จักใช้ปัญญาได้คิด และช่วยเหลือตนเอง ไม่นำตัวไปสู่ทางเสื่อม เดินทางสายกลาง มีเหตุมีผล
ในเมื่อไม่ได้ห้าม และคนไม่ได้คิด จึงเป็นดาบสองคม
คมแรก ทำให้คนหันมาศรัทธาเชื่อถือในบาปบุญคุณโทษและกรรม
ทำให้คนหันมาศรัทธาพระพุทธรูป วัด โบสถ์ขนาดใหญ่
คมที่สองคือ ไม่เชื่อถือเพราะสับสน พิสูจน์ไม่ได้ เข้าใจยาก เน้นตัวบุคคล เน้นวัตถุเกินไป
ผมไม่ปฏิเสธว่าแนวทางของมหายานทำให้พุทธเหลือรอดมาทุกวันนี้ เพราะทำให้คนหันมาศรัทธาอย่ารวดเร็ว จำนวนมาก มีถาวรวัตถุอันมั่งคง
แต่ควรแยกแก่นของพุทธให้ผู้คนได้ศึกษาพิเคราะห์ด้วยยิ่งดี
เมื่อแนวทางปฏิบัติสับสน สังคมไทยก็ขาดหลักยึด ทั้งที่มีหลักยึด เพราะเข้าไม่ถึงแก่นแท้ อะไรดีๆก็เลยนำไปใช้ไม่ได้ ต้องคอยมองหาของคนชาติอื่นอยู่รํ่าไป ยิ่งรับมาแต่วัตถุ แต่แก่นแท้ไม่ได้เอามาด้วย ยิ่งเละออกทะเล ไปกันใหญ่ ตัวอย่างมีเยอะ
สังคมผู้ใหญ่ที่ผิวเปลือก ไม่มีแก่นนี้จึงนำมาซึ่งความสับสน ไร้แก่นสาร ไร้สติ แข่งขันกัน ลุ่มหลง มัวเมา ในวัตถุ หลุดกรอบพุทธไปมาก
ไทยมีอุตสาหกรรมทางเพศนับหลายล้านคน การคบชู้ มีเมียมากถือเป็นเรื่องธรรมดา อวดรวย แข่งวัตถุรุ่นล่าก็แสนจะธรรมดาชินตา การคอร์รัปชันก็เป็นเรื่องสามัญ ว่าไม่โกงจะรวยเรอะ เป็นที่เอิกกะเริก เหล้ายาเสพติดแพร่ไปทั่ว แล้วเด็กมันจะเหลืออะไร
เราต้องปฏิวัติทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม ศาสนากันขนานใหญ่ และเข้มข้น ยาวนาน ทั้งตัด ต่อ ขยาย จึงจะดึงสังคมกลับมาสู่แนวทางแห่งพุทธ ที่กำลังเสื่อมลงเรื่อยๆ พุทธเองไม่ได้เสื่อม แต่คนที่นับถือกำลังเสื่อมลง จนถึงขีดสุด ตัวใครตัวมัน ขากความสามัคคี มีแต่ผักชีโรยหน้า
ยังไม่จบหรอก....ประเทศไทยของฉัน
เมื่อวัฒนธรรมไม่มีแก่น สังคมเหลวไหล จะไปแข่งกับใครก็แพ้แต่ในมุ้ง ซ่อมตัวเองด่วน ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน มัวแต่แบมือรับ คิดเอง ใคร่ครวญเองไม่เป็น ก็ถูกยัดเยียดขยะไร้แก่นความคิดอยู่รํ่าไป
สุดท้ายนี้ เมื่อเรามีสิทธิ เสรีภาพ แม้แต่เรื่องความรัก ทำให้เรากล้า
ผมมีสิทธิที่จะรักคนที่ผมชอบ
ผมมีสิทธิที่จะบอกรักคนที่ผมรัก แม้ว่าเขาจะไม่คิดอย่างนั้นกับผม เป็นเรื่องของเค๊า
เค๊าจะรักหรือรังเกียจ นินทาผมลับหลัง เป็นเรื่องของเค๊า
กล้าที่จะรัก กล้าที่จะบอกรัก จบแล้วจ้า....

การเปลี่ยนที่รากฐานอย่างนี้ ผมว่ามันแทบจะเป็น ... idealistic เลยน่ะ
แต่ก็อยากให้พ่อแม่คิดได้อย่างนี้เยอะๆ ... คงต้องทำให้เกิดกระแสขึ้นมาล่ะมั้ง
#1 By iDea on 2005-08-09 12:36