Weakness -ความอ่อนแอของอารยชน
posted on 01 Mar 2006 09:55 by pipat20001.คนที่บ้าหวยเป็นคนที่อ่อนแอ ถึงแม้จะเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม หรือการเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม ทำให้สังคมนั้นเป็นสังคมที่อ่อนแอไปด้วย เพราะอะไร
2.จากโบราณมา ผู้ชนะเป็นเจ้า ไม่ได้บอกว่า อารยะเป็นเจ้า ดังนั้น จะบอกว่า เราเหนือกว่าใครไม่ได้ ทำไม ดูตัวอย่าง
พวกที่มีความเป็นอารยะ มักอ่อนด้อยในเชิงสงคราม
อารยะคือความเจริญในด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ความเป็นอยู่ สีสัน การรื่นเริง และเป้าหมายชีวิตที่เน้นคุณธรรม ศีลธรรม จรรยา มีความอุดมสมบูรณ์และมั่งคั่ง
และสรุปว่าตัวเอง เป็นผู้เจริญแล้ว
การใช้กำลังเป็นความป่าเถื่อน พอต้องใช้กำลังตัดสิน ก็เป็นแข็งนอก อ่อนใน
3.เป็นผู้ชนะ ทำอย่างไร ดู
มีเกียรติ มีวินัย มีความกล้าหาญ มีความเสียสละ(ทำเพื่อส่วนรวม อุทิศแม้ชีวิต) มีความอดทน มีความสามัคคี รด รด.ไม่เกี่ยว
ดูต่อไป
พลตรีจำลอง ศรีเมือง ท่านบอกพวกท่าน กินน้อย นอนน้อย อยู่ง่าย แต่อึด ทนเหมือนแรด และมีมันสมอง มีภาพการนำ ที่น่าเลื่อมใส ทั้งยังเชี่ยวชาญการรบในเมืองทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติชั้นครู สามารถพลิกแพลงได้ทุกกระบวนท่านอกตำรา
อันแรก
คุณสมบัติของนักรบ คือ
อดทน อึด คล่องแคล่ว ว่องไว โจมตีีได้แบบฉับพลัน รุนแรง ตรงจุด มีการอำพลางตัวได้กลมกลืน รู้ใจคน มีการประสานงาน ประสานข่าวอย่างดี สามารถดำรงค์อยู่ได้ด้วยตัวเอง หาแนวร่วมไปด้วย ด้วยการ คัดเลือก ชักชวน ทำความเข้าใจ มอบหมายงาน ก่อกวนให้ข้าศึกพะวง กระจายกำลังเป็นวงกว้าง ที่อ่อนแอ รวมศูนย์ คอมมานด์ให้ได้ ไม่ชนะไม่เลิก หรือ มีเป้าหมายอันแน่วแน่ ยอมพลี เสียสละ กล้าหาญ มีสัจจะ คำพูดเชื่อถือได้
ปล.นำไปใช้ทางการดำรงค์ชีวิตได้นะครับ
นั่นคือชีวิตที่เรียบง่าย สมถะ แต่ดำรงค์การนำ และจุดหมาย อย่างมีแบบแผนและมั่นคง
นั่นคือ ความไม่แพ้ แม้แต่ตนเอง
4.กลับมาอธิบายข้อที่หนึ่ง ทำไมถึงแพ้ ก็เพราะคนที่ฉาบฉาว พุ้งเฟ้อ ทำเพื่อตัวเอง เวลาเกาะกลุ่มไปรบกับใคร จะมีแต่ปริมาณ แต่ด้อยคุณภาพ ถอดใจง่าย คิดถึงแต่ตัวเอง ผลประโยชน์ของตัวเอง ต้องการกำลังสนับสนุนมากๆ เหมือนร่างกาย ที่ตัวใหญ่ ใจปลาซิว ท้องก็ใหญ่
ตัวอย่าง
เวียตกง กับเวียดนามใต้
เวียดนามใต้ตอนนั้นศิวิไลมากกว่าไทย ฟุ้งเฟ้อ มีทหารมาก อาวุธเยอะ แต่ทหารรบเพื่อตัวเอง เมื่อเจอกับเวียตกง
ทั้งอึด ทน แกร่ง ตื้อ รวดเร็ว แผนลึก ทั้งแทรกซึม อยู่ตลอดเวลา ตอนท้ายขู่สองที ทหารเวียดนามใต้ก็วิ่งป่าราบแน่นอนเวียตกงกินง่าย อยู่ง่าย ระเบียบวินัยดี ทั้งอึด ทน แกร่ง ตื้อ รวดเร็ว เข้าตีเมื่อไร เป็นหนาว
จีไอที่ว่าแน่ ฝึกอย่างดี อาวุธสุดไฮเท็ค ก็แพ้พวกอยู่รู เวียตกง เจอแซบเปอร์(Civil Engineering-หน่วยก่อวินาศกรรม อะไรทำนองนี้) แต่ละที ขวัญผวา
สรุปอีกครั้ง
สังคมที่ศิวิไรช์ บ้าสมบัติ เงินทอง ยศตำแหน่ง นิยมตามความเจริญฉาวฉวย
ยิ่งอ่อนแอลงเรื่อย ท่ามกลางความแตกต่าง
และช่องว่างถางออกจากกัน
สู้ใคร สองที ก็แพ้ ใช่ใจมันไม่แพ้ แต่รวมกลุ่มกัน หลวมๆ เฉพาะกิจ เจออะไรหนักๆ ยาวนาน ก็หลุด ก็เละเป็นโจ๊ก เพราะขาดการศรัทธาในการนำ และศรัทธาในวิถีทาง รู้อย่างเดียวคือ
การเอาตัวรอด!!!ตัวใครตัวมัน
5.ความอ่อนแอของพวกผู้ชนะ เริ่มปรากฏขึ้น หลังรับเอาอารยะจากประเทศผู้แพ้
เมื่อความเจริญในด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ความเป็นอยู่ สีสัน การรื่นเริง และเป้าหมายชีวิตที่เน้นคุณธรรม ศีลธรรม จรรยา หลั่งไหล ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย มีลำดับชั้นที่แน่นอน มีสามัคคี ประเพณีอันมั่นคง ก็ถูกทำลาย
เปลี่ยนไปยึดเอา เงิน เอาความบันเทิง ยึดสุขในชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อเป็นใหญ่
ผู้เจริญขึ้น จึงเสื่อมลง จนชนชาติถูกทำลายลงในที่สุด
6.พวกป่าเถื่อน ก็มีประโยชน์ สามารถรวบรวมแผ่นดินจนยิ่งใหญ่ และนำพาอารยธรรมจากที่เจริญกว่า ถ่ายทอดเข้าไปด้วย
7.ยิ่งเจริญมาก ยิ่งลุ่มหลง ยิ่งแตกแยกทั้งความเป็นอยู่ ความคิดความอ่าน เป็นตัวเร่งไปสู่ความเสื่อมของอารยธรรม ที่มักถูกทำลายโดยผู้แข็งแกร่งกว่า
ดูตัวอย่าง
แมนจู พิชิตฮั่นบนแผ่นดินจีน
หรือมองโกลพิชิตจีน
หรือเยอรมัน พิชิตอาณาจักรโรมัน
หรือแขกโมกุลพิชิตอินเดีย
ล้วนแล้วแต่เป็นพวกอ่อนศิลปะวัฒนธรรม ความเป็นอยู่
แต่เข้มแข็ง เชี่ยวชาญการรบ
และเป็นผู้พิชิตรวบรวมอาณาจักรที่เจริญแล้วทั้งหลาย
พระมหากษัตย์ ความหมายว่าเจ้าแห่งนักรบ เป็นเครื่องยืนยัน
8.หัวใจที่อารยชน แพ้พ่ายต่อคนป่าเถื่อน ก็คือ
อารยชน พุ่งความสนใจไปที่วัตถุ ที่ต้องรักษา มีมากมาย จับต้องได้ ทำลายได้
แต่ คนป่าเถื่อน ยึดคอมมานด์ ร่วมแรงร่วมใจ ไม่มีวัตถุ มีแต่ชัยชนะเป็นเป้าหมาย ทำให้ไม่มีภาระ ที่ต้องดูแล และรักษา ลุย บุก ยึด เผา ฆ่า และเดินหน้าอย่างเดียว
ถึงแม้มีจำนวนมากกว่า เมื่อบางส่วนถอดใจ ก็ต้องแพ้พ่าย กลายเป็นมิคสัญญี
ข้าน้อยประทับใจหลาย
ข้าน้อยก้อเปงอีกคนนึ่งที่จัดยุในหมู่ผู้แพ้นะ แหะๆ
อยากจะทำให้อะไรๆมันดีขึ้นเหมือนกัน
มาอ่านแล้วมีกำลังใจมากมาย!
ขอบคุนมากกกกกก [คารวะ]
#1 By (125.25.146.251) on 2008-06-12 00:48